การทำสัญญากู้เงิน เป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองประเภทหนึ่ง ซึ่งผู้ให้กู้ยืนโอนกรรมสิทธิ์ในเงินที่ยืมนั้นตามจำนวนที่กำหนดไปให้แก่ผู้ยืม

และได้ตกลงกันว่าจะคืนเงินจำนวนเดียวกันกับที่ยืมพร้อมดอกเบี้ยตามที่คู่สัญญาตกลงกันหรือตามที่กฎหมายกำหนด

ข้อสังเกต
การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป หากไม่มีหลักฐานหรือสัญญา หรือหนังสือสัญญาแต่อย่างใด ก็ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653)
อัตราดอกเบี้ย ห้ามเกิน 15% ต่อปี (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาญิชย์ มาตรา 654 ) ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา หากมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปี ให้ดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ
นอกจากนี้ ยังห้ามมิให้มีการคิดดอกเบี้ยแบบทบต้น เว้นแต่ เมื่อค้างชำระดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าหนึ่งปี คู่สัญญาสามารถตกลงกันให้เอาดอกเบี้ยทบเข้ากับเงินต้นแล้วคิดดอกเบี้ยในจำนวนที่ทบเข้ากันนั้นก็ได้ อย่างไรก็ตาม บางกรณีที่สามารถคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ อย่างเช่น สัญญาบัญชีเดินสะพัด หรือในการค้าขายอย่างอื่น ทำนองเดียวกัน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655)
สำหรับอายุความ การฟ้องร้องเรียกเงินตามสัญญากู้จะต้องกระทำภายในกำหนดอายุความ ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ว่าจะต้องฟ้องภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระเงินคืน ดังนั้นการทำสัญญากู้ยืมเงินจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และมีความจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ให้กู้เงินและผู้ที่ขอกู้ หากมิได้ทำสัญญาผู้ให้กู้อาจจะไม่ได้รับเงินคืน และผู้ที่ขอกู้อาจจะเสียเปรียบในเรื่องของดอกเบี้ยและการชำระเงินคืนที่มากเกินไปได้ การทำสัญญาถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก

แบบฟอร์มสัญญาทั่วไป

หลักกฎหมายน่ารู้

ขอขอบคุณบทความจาก http://www.det.ago.go.th และ https://moneyhub.in.th/article/loan-agreement/

Go to top